คุณภาพของปริมาณงานวิจัยในมหาวิทยาลัย

ปัจจุบันอาจารย์มหาวิทยาลัยถูกผลักดันให้ทำงานวิจัยและหางานวิจัยที่มีทุนวิจัยจากภายนอก เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพของมหาวิทยาลัย การดำเนินการดังกล่าวใช้กลวิธีต่าง ๆ ในรูปของการประเมิน และการประกันคุณภาพ และการจูงใจเพื่อ “ให้เป็น” หรือ “รักษาการได้รับการจัดระดับ” การเป็น “มหาวิทยาลัยวิจัย” ทำให้มีประเด็นชวนคิด 2 ประการ คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยยังทำงานไม่หนักพอ (don’t work hard enough) หรือ อาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานหนักเกินไป (work too hard)

Clive Bloom ศาสตราจารย์กิตติคุณ (Emeritus Professor) แห่ง Middlesex University ประเทศอังกฤษได้เปรียบเปรยงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยไว้ว่าเป็นงานที่ดีกว่าการสะสมของเล่นหายากเล็กน้อย เพราะเป็นสิ่งที่รับรู้กันในวงจำกัดเพียงไม่กี่คน เหมือนกับการสะสมหุ่นจำลองแบบต่อประกอบของขบวนรถไฟรุ่นพิเศษ ซึ่งจุดสิ้นสุดของมันคือ การถูกเก็บไว้ โดยไม่มีคนอ่านและถึงถ้าไปอ่านก็อาจไม่เข้าใจ

Jeff Sandefer อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ แห่ง Aton School of Business ให้ความเห็นว่า การให้ทุนวิจัยไม่ได้รับความสนใจมากนัก และการให้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการจะมีคนที่ได้อ่านไม่กี่คนเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม Lindsay Waters บรรณาธิการสิ่งพิมพ์ทางวิชาการจาก Harvard University Press ได้เสนอว่า “นักวิชาการที่ไม่ต้องการพิมพ์ผลงานเป็นผู้ที่ไม่ต้องการแม้แต่จะพูดถึงสิ่งที่ตนเองรู้” (“scholars who do not want to publish, who hardly even want to talk about what they know”)

Mark Bauerlein ศาสตราจารย์ทางด้านภาษาอังกฤษของ Emory University ให้ทัศนะการตีพิมพ์ผลงานว่าเป็นรูปแบบทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยกลายเป็นทั้งผู้สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ จากความคิดนี้ทำให้มีการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการหรืองานวิจัยอย่างมาก ทำให้อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่สามารถที่จะอ่านงานวิจัยในสาขาวิชาของตนเองได้หมดในแต่ละปี ประเด็นที่น่าพิจารณาคือ คุณค่า หรือ “คุณภาพ” และ “ปริมาณ” ของงานวิจัยหรือผลงานที่ตีพิมพ์เหล่านั้น Mark Bauerlein ยังได้เสนอไว้ในบทความของวารสาร The Chronicle ว่า “การมีจำนวนมากไม่ใช่สิ่งที่ดีกว่า บางทีคุณภาพเกิดมาจากการมีปริมาณมาก” (“More isn’t better. At some point, quality gives way to quantity.”)

การแสดงทัศนะต่าง ๆ ดังกล่าวเกี่ยวกับผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์โดยเฉพาะทัศนะของ Mark Bauerlein เนื่องจากนักวิชาการส่วนมากมีสมมุติฐานเชื่อว่า “คุณภาพตรงข้ามกับปริมาณ” (Quality is opposed to quality.) แต่ “ปริมาณ” ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับ “คุณภาพ” ใน ปี ค.ศ. 1841 John Langdon Sibley บรรณารักษ์ห้องสมุด ของ Harvard หลังจากที่เขาได้รวบรวมและคัดแยกสิ่งพิมพ์และเอกสารต่าง ๆ ที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ในห้องสมุดจำนวนมากพบว่า “คุณภาพมีความสัมพันธ์กับปริมาณ” และยังให้ทัศนะว่า “ของที่ดูไม่มีคุณค่าวันนี้อาจมีคุณค่าในวันหนึ่งข้างหน้าได้” จนทำให้มีการขยายพื้นที่การจัดเก็บ มีการรับบริจาคและสะสมหนังสือไว้ในห้องสมุดจำนวนมากจนสภามหาวิทยาลัย (Harvard Board of Overseers) ต้องขอให้ยุติการสะสมหนังสือ แต่ Sibley ปฏิเสธไม่รับฟังยังคงสะสมต่อไป

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 หลังสงครามได้มีผลงานการศึกษาวิจัยจำนวนมาก และ Vannevar Bush หัวหน้างานวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ช่วงสมัยสงคราม ได้เขียนรายงานเรื่อง “Science-The Endless Frontier” ในปี ค.ศ. 1945 โดยได้เสนอรูปแบบความร่วมมือทางวิชาการระหว่างอาจารย์มหาวิทยาลัยกับรัฐบาลในการทำวิจัยโดยรัฐบาลเป็นผู้ให้ทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเป็นผู้ทำวิจัยและสร้างองค์ความรู้ให้กับรัฐบาล รูปแบบความร่วมมือมาจากความคิดที่ว่า ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าได้ว่าความรู้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อไร ถ้ามหาวิทยาลัยเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างองค์ความรู้แล้ว “ทุกอย่างที่เหลือจะมีการจัดการด้วยตัวของมันเอง” (everything else will take care of itself)

เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักสังคมวิทยาชาวอิตาลี ชื่อ Vilfredo Pareto พบว่า ประมาณ 80 % ของพื้นที่ในประเทศอิตาลีถูกครอบครองโดย 20 % ของประชาชนชาวอิตาลี ตัวเลขของจำนวนและสัดส่วนนี้ถูกนำไปใช้และขยายความในหลาย ๆ เรื่อง และอีกหลายสิบปีต่อมา Joseph Juran ที่ปรึกษาด้านการจัดการได้นำผลงานของ Pareto มาวิเคราะห์ พบว่ามีความสอดคล้องกับลักษณะงานอื่น ๆ อย่างมาก เขาได้ใช้ผลงานของ Pareto สรุปเป็นหลักการได้ว่า “ประมาณ 80 % ของผลลัพธ์ที่ได้มาจาก 20 % ของสิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งผลนั้น”

ในการทำธุรกิจหลายอย่างพบว่า รายได้ 80 % นั้นมาจากลูกค้าเพียง 20 % เมื่อประยุกต์ไปใช้กับกรณีอื่น ๆ เช่น การใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ของคนทั่วไปใช้รายได้ส่วนใหญ่ที่ได้มาเพื่อของส่วนน้อย เช่น บ้าน และรถยนต์ หลักการนี้นำไปใช้กับผลงานวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมมีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ไม่มีคนสนใจ หรือไม่ได้รับการอ้างอิง

จากการศึกษาพบว่า 41-98 % ของงานวิจัย (ขึ้นอยู่กับแต่ละสาขาวิชา) ไม่ได้รับความสนใจหรือได้รับการอ้างอิงและไม่ส่งผลอะไรให้กับสังคม และถ้างานวิจัยไม่ได้รับการอ้างอิงมักจะถูกมองว่าเป็นงานที่ “ไม่มีคุณค่า” หรือ “ไม่มีคุณภาพ” การทำงานวิจัยที่ไม่มีการอ้างอิง ไม่มีใครอ่านผลงาน หรือให้ความสนใจถูกตีราคา หรือ ถูกอนุมานว่าเป็นการวิจัยที่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ นักวิชาการบางท่านตีราคาว่าเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น แต่ถ้าเข้าใจและเชื่อในหลักการของ Pareto การวิจัย 100 เรื่องนั้น อาจมีผลที่นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงประมาณ 20 เรื่อง เท่านั้น เพียงเท่านี้ถือว่าคุ้มค่ากับการทำวิจัยแล้วหรือยัง

ความคิดในการทำผลงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยเกิดขึ้นสืบเนื่องมาตลอด นอกจากจะเชื่อว่าสามารถสนับสนุนให้เกิดการสร้างงาน สร้างธุรกิจและมีผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ เกิดขึ้นโดยใช้ฐานขององค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยแล้ว การมีองค์ความรู้ที่มากกว่า เหนือกว่าผู้อื่นทำให้ได้เปรียบกว่า ความเชื่อนี้ได้พิสูจน์แล้วในช่วงสงครามว่า “ผู้มีความรู้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะในสงครามของการต่อสู้ด้วยการใช้อาวุธและแสนยานุภาพทางการรบ” การวิพากษ์และวิจารณ์ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการในประเด็นของ “ปริมาณ” และ “คุณภาพ” อาจจะจบลงที่การพยายามให้ อาจารย์มหาวิทยาลัยทำงานที่ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้นกว่าการมีปริมาณงานวิจัยจำนวนมาก โดยอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ต้องทำงานหนักขึ้น (Work Smarter, Not Harder, to Produce Quality, Not Quantity)

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์

This entry was posted on วันศุกร์, มิถุนายน 17th, 2011 at 12:49 PM and is filed under สนทนาการศึกษา. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Both comments and pings are currently closed.

1 Comment

  1. ติดแก๊ส says:

    เนื้อหาดีมากๆ เห็นด้วยเลย ขอบคุณครับ

    ... on July กันยายน 16th, 2011